ผู้จัดทำ

Posted: กุมภาพันธ์ 9, 2012 in Uncategorized

ชื่อ นางสาว กาญจนา สุภศร ชั้น ม. 5/ 8 เลขที่ 16

เรียนวิชาสร้างเว็บไซต์ Wed besign2 รหัสวิชา ง30245

ภาคเรียนที่2ปีการศึกษา 2554

ครูผู้สอน นางสาวรัชดาภรณ์ รอไธสง

คติธรรม  ย่าเกลียดน้ำตาเพราะมันคือเพื่อนแท้ อย่าเกลียดความอ่อนแอเพียงเพราะมันไม่ใช่ความเข้มแข็ง

อื่นๆ

ดอกเยอบีร่า
         

   เยอบีร่า เป็นไม้ดอกที่ปลูกง่าย ให้ดอกตลอดปีซึ่งสามารถจำหน่ายได้ทุกฤดูกาล ดอกของเยอบีร่านั้นมีสีสันหลากหลายและสวยสดใส จึงนิยมตัดดอกมาปักแจกันเพราะว่ามีอายุการปักแจกันนานสามารถอยู่ได้หลายวัน โดยนำมาประดับในอาคารสำนักงาน ห้องทำงาน และบ้านเรือน
เยอบีร่าไม่ใช่จะมีเพียงแค่ความสวยงามเท่านั้น แต่ยังมีประสิทธิภาพในการดูดสารพิษภายในอาคารได้ดีอีกด้วย จึงจัดว่าเป็นไม้ดอกไม้ประดับอีกชนิดหนึ่งที่มีคุณค่า
ดอกเยอบีร่ามีลักษณะเป็นดอกเดี่ยว มีหลากสี สดใส ทั้งสีขาวไส้ดำ สีเหลืองไส้ดำ สีชมพูไส้ดำ สีแดงไส้ดำ สีส้มไส้ดำ สีบานเย็นไส้ดำ สีครีมไส้ดำ และสีเหลืองไส้ดำ ออกดอกได้ตลอดทั้งปี นำเข้า 14 สายพันธุ์ มาจากประเทศเนเธอร์แลนด์

ชื่อสามัญ                                Gerbera Daisy

ชื่อวิทยาศาสตร์                        Gerbera Jamesonii

ตระกูล                                    Compositae

ถิ่นกำเนิด                                อัฟริกาใต้

แหล่งผลิตเยอบีร่า
ภาคเหนือ  : เชียงราย พิษณุโลก เชียงใหม่ พิจิตร
 ภาคใต้     : ภูเก็ต นครศรีธรรมราช
ภาคกลาง : สมุทรสาคร นนทบุรี
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ : ขอนแก่น อุบลราชธานี

ลักษณะของเยอบีร่า
          เยอบีร่าเป็นไม้ดอกที่มีลักษณะต้นเป็นกอเตี้ย ๆ มีลำต้นอยู่ใต้ดิน เป็นไม้พรรณพุ่ม ใบและก้านจะงอกจากตาที่ติดอยู่กับลำต้นใต้ดิน ขอบใบหยักเป็นแฉกแต่จะหยักลึกไม่เท่ากัน แผ่นใบนั้นไม่คลี่กางเต็มที่ ขอบใบทั้งสองข้างจะหุบเข้าหาเส้นกลางใบเล็กน้อย ก้านใบและใบมีขนละเอียด ขึ้นอยู่ทั่วไป  ดอกเยอบีร่ามีลักษณะเป็นดอกรวมประกอบด้วยดอกย่อยเล็ก ๆ เป็นจำนวนมากอัดกันแน่นอยู่บนฐานรองดอก ดอกย่อยนี้แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ

ดอกชั้นใน เรียกว่า ดิส ฟลอเร็ต (Disc florets) เรียงอยู่ชั้นในรอบใจกลางดอก เป็นดอกสมบูรณ์เพศมีทั้งเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียเกสรตัวเมียของดอกชั้นในส่วนใหญ่จะเป็นหมัน

ดอกชั้นนอก เรียกว่า เร ฟลอเร็ต (Ray florets) เป็นดอกตัวเมีย ไม่มีเกสรตัวผู้

พันธุ์เยอบีร่า
1.สายพันธุ์ไทย เป็นพันธุ์ที่พัฒนามาจากพันธุ์ดั้งเดิมที่นำเข้ามาปลูก มีลักษณะกลีบดอกแคบยาวซ้อนลดหลั่นลงมา มีสีสันไม่ค่อยสดใสนักบางพันธุ์อาจมีกลีบดอกเป็นฝอย เรียกว่าหน้ายุ่ง ก้านดอกเล็กและสั้น ใบมีขนาดเล็ก ปรับตัวเขากับสภาพอากาศของภาคกลางได้ดีแต่มีอายุการปักแจกันสั้น เช่น

กลุ่มดอกสีขาว         : พันธุ์ขาวจักรยาว, ขาวจักรสั้น
กลุ่มดอกสีเหลือง      : พันธุ์เหลืองถ่อ, เหลืองพังสี
กลุ่มดอกสีชมพู        : พันธุ์บัวหลวง,มณฑา
กลุ่มดอกสีแสด        : พันธุ์สุรเสน,จำปา
กลุ่มดอกสีแดง         : พันธุ์แดงลักแทง,แดงตาเปิ่น

2. สายพันธุ์ยุโรป มีดอกชั้นเดียว ซ้อนหรือกึ่งซ้อน กลีบดอกกว้างกว่าสายพันธุ์ไทย 2-3 เท่า กลีบดอกหนา ก้านดอกใหญ่ยาวและแข็งแรง มีอายุการปักแจกันนาน ใบมีขนาดใหญ่กว่าสายพันธุ์ไทย ใจกลางดอกใหญ่ส่วนมากจะเป็นสีเหลือง หากเป็นสีดำหรือน้ำตาลเข้มเรียกว่า ไส้ดำ เยอบีร่าสายพันธุ์ยุโรปอาจแบ่งย่อยตามการซื้อขายในตลาดโลก ได้ดังนี้

ดอกชั้นเดียว มีกลีบดอกกว้างป้อมชั้นเดียวและหนาเยอบีร่าประเภทนี้ได้รับความนิยมสูงมากในปัจจุบัน เช่น พันธุ์เออบานัสเทอร่าเฟม(ดอกสีเหลือง) ,แปซิฟิก(ดอกสีชมพู), เซมิน่า(ดอกสีแดง)

ดอกซ้อนและกึ่งซ้อน มีกลีบดอกหลายชั้น เช่น พันธุ์วิเซิด ( ดอกสีชมพู แดง/ขาว) , ฟิกาโร (ดอกสีชมพู) , เทอร่าสปิริท (ดอกสีแสดแดง) , อิมพาล่า( ดอกสีขาว)

ไส้ดำ เช่น พันธุ์เออบานัส (ดอกสีทองแดง) , แพนเทอร์(ดอกสีแดง) ,ริจิลิโอ (ดอกสีแดง), เล็บเพิด (ดอกสีเหลือง), ฟลามิงโก้ (ดอกสีชมพู)

3. สายพันธุ์อเมริกาและสายพันธุ์ออสเตรเลีย ลักษณะของกลีบดอกแคบยาวใจกลางดอกมีขนาดเล็กก้านดอกเล็กยาวคุณภาพและอายุการปักแจกันสู้พันธุ์ยุโรปไม่ได้

การปลูก

เป็นพรรณไม้ทีปลูกที่แสงแดดจัด กึ่งเเดด เจริญเติบโตได้ดีในดินอุดมสมบูรณ์และร่วนซุย ใช้ดินร่วน ปุ๋ยหมักหรืปุ๋ยคอก : เศษใบไม้ผุ : ทรายหยาบในอัตราสวน 2:1:1:1

การขยายพันธ์

- การเพาะเมล็ด เมล็ดของเยอบีร่าจะมีลักษณะโค้งงอคล้ายรูปเคียว ยาวประมาณ 1 เซนติเมตร วัสดุเพาะจะใช้ส่วนผสมของขุยมะพร้าวกับทรายหยาบ ในอัตราส่วน 1:1 ใส่ในกระบะพลาสติกซึ่งรองด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์เกลี่ยหน้าดินให้เรียบเสมอกัน ใช้ไม้ทำร่องตามขวางของกระบะ ห่างกันประมาณ 1 นิ้ว นำเมล็ดวางเรียงในร่องกลบด้วยวัสดุเพาะแล้วรดน้ำให้ชุ่ม ประมาณ 3-5 วันเมล็ดจะงอก เมื่อต้นกล้ามีใบจริง 2-3 ใบ จึงทำการย้ายลงถุงชำโดยใช้ดินผสมที่มีดินร่วน ปุ๋ยคอก แกลบและขี้เถ้าแกลบ ในอัตรา 1 :1 : 1 : 1 เป็นวัสดุปลูก นำไปวางไว้ในที่ร่มแดดรำไร เมื่อต้นกล้ามีอายุ 2.5-3 เดือน จึงย้ายลงแปลงปลูก ซึ่งใช้เวลาประมาณ 4- 4.5 เดือน จึงเริ่มให้ดอก  การขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ดจะไม่ใช้ในระบบการผลิตเพื่อตัดดอกขาย แต่จะใช้เพื่อปรับปรุงพันธุ์เท่านั้น

- การแยกหน่อ เป็นวิธีที่ใช้กันมากเพราะทำได้ง่ายและสะดวกการแยกหน่อเยอบีร่าควรทำเมื่อต้นเยอบีร่ามีอายุมากกว่า 7 เดือนโดยการขุดต้นเยอบีร่าขึ้นมาทั้งกอล้างดินออกให้หมดจึงแยกหน่อแต่ละหน่อควรมีควรมียอดอยู่อย่างน้อย 1 ยอด มีใบ 4-5 ใบ และมีรากติดอย่างน้อย 3 รากตัดรากและใบออกประมาณครึ่งหนึ่งเพื่อลดการคายน้ำจากนั้นนำหน่อที่แยกไปชำในกะบะที่มีวัสดุเพาะชำ เช่น ทรายและขุยมะพร้าว อัตราส่วน 1:1 ควรระวัง ไม่ให้ดินกลบยอดเพราะจะทำให้เน่าได้ง่าย หลังจากนั้นนำไปวางไว้ในที่ร่มประมาณ 2 สัปดาห์ เมื่อต้นมีอายุ 4-5 สัปดาห์ จึงย้ายลงแปลงต่อไป

- การชำยอด การขยายพันธุ์ด้วยวิธีนี้จะได้จำนวนต้นมากกว่าการแยกหน่อ แต่ต้นชำอาจเน่าได้ง่ายหากไม่ชำนาญพอการชำยอด ทำได้โดยการขุดต้นเยอบีร่าขึ้นมาทั้งกอ ล้างน้ำให้สะอาดตัดใบออกให้เหลือก้านใบประมาณ 5 เซนติเมตร ตัดยอดออกเพื่อกระตุ้นให้เกิดตาข้างแล้วนำไปชำในกะบะทราย เมื่อมียอดอ่อนแตกจากลำต้น จึงตัดและจุ่มฮอร์โมนเร่งราก แล้วนำไปชำจนออกรากก่อนย้ายปลูกลงถุงต่อไป

- วิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ วิธีนี้สามารถผลิตต้นพันธุ์ได้จำนวนมากในระยะเวลาอันสั้นได้ต้นที่แข็งแรงปลอดโรคและตรงตามพันธุ์หลังจากนำต้นลงปลูกแล้วประมาณ 6 เดือน จึงจะให้ดอก ปัจจุบันการขยายพันธุ์เยอบีร่าเพื่อการค้านิยมวิธีการแยกหน่อและการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ

การปฏิบัติดูแลรักษาเยอบีร่า
ในสภาพท้องที่ ที่มีแสงแดดจัดมาก ควรปลูกเยอบีร่าในโรงเรือนที่มีความสูงอย่างน้อย 2.5 เมตร หลังคาใช้ซาแรนพลางแสงร้อยละ 50เพื่อให้ก้านดอกยาว และดอกมีสีสันดีขึ้น นอกจากนี้ในฤดูฝนควรคลุมหลังคาโรงเรือนด้วยพลาสติกใสกันฝน เพื่อให้ดอกมีคุณภาพดีขึ้น และป้องกันการเกิดโรค

ควรดูแลแปลงปลูกให้มีความชื้นตลอดเวลา

พรวนดินหลังจากต้นเยอบีร่าตั้งตัวดีแล้ว เพื่อช่วยให้ดินโปร่ง และเป็นการกำจัดวัชพืชไปในตัว และควรระวังรากเยอบีร่าจะขาด เพราะในช่วงนี้เยอบีร่ากำลังแตกรากใหม่

ควรจัดหาวัสดุคลุม แปลง เช่นฟางข้าว เปลือกถั่ว แกลบผุ หรืออื่น ๆ เพื่อให้ดินสามารถเก็บความชื้นได้นาน และยังป้องกันหน้าดินแน่น และดินกระเด็นมาถูกใบขณะรดน้ำด้วย

การแต่งพุ่ม หลังจากปลูกเยอบีร่าแล้วต้นจะเจริญเติบโตแตกกอพร้อมทั้งให้ดอกการดูแลนอกจากจะต้องตัดใบแก่ที่เหี่ยวแห้งหรือเป็นโรคออกทิ้งแล้วหากพุ่มแน่นเกินไป จะต้องตัดแต่งใบออกไม่ให้บังกันโดยให้มีใบเหลืออยู่ติดกับต้นประมาณ 20-25 ใบ

เยอบีร่าต้องการน้ำมากแต่ไม่ชอบน้ำ ระยะ 2-3 สัปดาห์แรกควรให้น้ำแบบสปริงเกอร์ ต่อมาควรให้น้ำแบบหยดเพราะจะทำให้ได้น้ำสม่ำเสมอและน้ำไม่เปียกใบและดอก การให้น้ำไม่สม่ำเสมอจะทำให้ก้านดอกเปราะ แตก และหักได้ง่าย

ปุ๋ยที่ให้เยอบีร่า แบ่งออกเป็น 2 ช่วง คือ ช่วงแรกตั้งแต่ระยะต้นเริ่มแตกใบใหม่จนถึงระยะต้นมีดอกแรกใช้ปุ๋ยเกล็ดสูตร 21-21-21 อัตรา 3 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำ20 ลิตร ให้ร่วมกับธาตุรองทุก 7 วัน ส่วนช่วงที่สอง หลังจากที่เยอบีร่าออกดอกแล้ว ใช้ปุ๋ยสูตร 10-52-17 อัตรา 3 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำ 20 ลิตร รดสลับกับปุ๋ยยูเรีย ทุก 15 วัน

การเก็บเกี่ยวเยอบีร่า
ควรเก็บดอกในระยะที่เกสรตัวผู้บาน 1-2 วง โดยจับก้านดอกโยกเข้าหาตัวแล้วกระตุกขึ้น เนื่องจากตรงโคนก้านดอกจะเป็นเนื้อเยื่อที่แข็งสามารถป้องกันการสูญเสียน้ำของดอกได้ เมื่อดึงดอกออกมาแล้วให้รีบนำไปแช่น้ำ เวลาเก็บเกี่ยวเยอบีร่าทำได้ทั้งในช่วงเช้าและบ่าย

การใช้สารเคมีหลังการเก็บเกี่ยวเยอบีร่า
หลังจากเก็บเกี่ยวแล้วจะแช่ดอกเยอบีร่าในสารละลายโซเดียมไฮโปคลอไรด์ 5% หรือสารฟอกผ้าขาว อัตรา 7 ซีซี ต่อน้ำ 1 ลิตรโดยน้ำที่ใช้ต้องเป็นน้ำที่สะอาด ก่อนนำก้านลงแช่ให้ตัดปลายก้านออก 2เซนติเมตร เพราะส่วนปลายก้านที่ติดอยู่กับต้นเป็นเนื้อเยื่อที่แข็งสามารถดูดน้ำได้น้อยและแช่จนกว่าจะนำไปบรรจุหีบห่อต่อ

สภาพแวดล้อมที่มีผลต่อการเจริญเติบโตเยอบีร่า
          - พื้นที่ปลูก สามารถปลูกได้ในดินที่ร่วนซุย อากาศถ่ายเทได้ดี และมีความชื้นในดินสม่ำเสมอ การระบายน้ำดี มีอินทรีย์วัตถุสูง ดินควรมีค่า pH  5.5 – 6.5
อุณหภูมิ กลางวัน 21 – 25 0C  กลางคืน 15 – 17 0C
แสง ปลูกใต้ซาแลนที่พรางแสงได้ 50 %
ความชื้น  ความชื้นสัมพัทธ์ 80%

 

ที่มา http://www.the-than.com/FLower/F10.html

งานมหกรรมพืชสวนโลก

Posted: ธันวาคม 22, 2011 in Uncategorized

OO9Ex3RyrO0

พอเพียง

Posted: ธันวาคม 15, 2011 in Uncategorized
การจัดการสิ่งแวดล้อม และการอนุรักษ์พลังงาน

ในอุตสาหกรรมผลิตเหล็กรีดร้อนของ แอล พี เอ็น เพลทมิล เรามีความตั้งใจที่จะ พัฒนาธุรกิจ ให้เติบโตควบคู่ไปกับการพัฒนาสังคม ชุมชน สิ่งแวดล้อม โดยมุ่งเน้น การป้องกันและควบคุม มลภาวะที่เกิดจากการดำเนินงานของบริษัทฯ ให้ส่งผลกระทบ น้อยที่สุดต่อสังคม ชุมชน และ สิ่งแวดล้อม รวมไปถึงปลุกจิตสำนึกแก่บุคลากรใน องค์กรให้เรียนรู้การใช้ทรัพยากรอย่างรู้ค่า และร่วมกันประหยัดพลังงานนับตั้งแต่เริ่มก่อสร้างโรงงาน จนถึงดำเนินการผลิต

ในปัจจุบัน แอล พี เอ็น ได้ปฏิบัติตามกฎหมาย ข้อบังคับด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด โดยได้จัดทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) และนำข้อตกลง ที่ระบุไว้ ในรายงาน EIA มาปฏิบัติอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ในการเฝ้าระวังและตรวจวัดคุณภาพ สิ่งแวดล้อมทางน้ำ อากาศอย่างสม่ำเสมอ และรายงานผลการตรวจวัด ต่อสำนักงานนโยบาย และแผนสิ่งแวดล้อม (สผ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทุก 6 เดือน เพื่อ ป้องกันและแก้ไขผลกระทบที่มีต่อสิ่งแวดล้อมที่อาจเกิดขึ้นได้ นอกจากนั้นบริษัทฯ ได้ให้ ความสำคัญกับการจัดการกากอุตสาหกรรมที่เกิดจากกิจกรรมต่างๆ ให้ได้รับการ กำจัด บำบัด อย่างถูกวิธี และส่งเสริมให้มีการนำกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ การดำเนิน งานจัดการสิ่งแวดล้อม ได้นำมาตรฐาน ISO 14001 มาเป็นแนวทางในการกำหนด มาตรฐานจัดการผลกระทบต่อ สิ่งแวดล้อมในแต่ละกระบวนการ กิจกรรม ซึ่งครอบคลุม ถึงกิจกรรมอันเกิดจากผู้เข้ามา ปฏิบัติงานให้กับบริษัทฯ เพื่อให้เกิดประสิทธิผลสูงสุด และบริษัทฯ ได้รับการรับรองระบบ การจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 14001 ในปี 2547 เป็นต้นมา จนถึงปัจจุบัน

 

arrows มาตรการควบคุมและลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม

บริษัทฯ ได้ว่าจ้างบริษัทฯ ตรวจวัดคุณภาพสิ่งแวดล้อม สภาพแวดล้อมจากภายนอก เพื่อดำเนินการตรวจวัดคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสภาพแวดล้อม ดังนี้

- การตรวจวัดคุณภาพอากาศที่ระบายออกจากปล่อง
- การตรวจวัดคุณภาพอากาศในบรรยากาศ
- การตรวจวัดคุณภาพอากาศในสถานประกอบการ
- การตรวจวัดระดับความดังเสียง
- การตรวจวัดความเข้มแสงสว่าง
- การตรวจวัดค่าความร้อนในพื้นที่การทำงาน

 

arrows การจัดการกากอุตสาหกรรม

กากอุตสาหกรรมที่เกิดจากกระบวนการผลิตเหล็กแผ่นรีดร้อนส่วนใหญ่จะสามารถนำกลับไปใช้ ประโยชน์ได้อีก เช่น สเกลเหล็ก และเศษเหล็กจากการตัด จะถูกส่งไปจำหน่ายให้กับกลุ่ม อุตสาหกรรมเหล็กอื่นๆ เพื่อนำเข้ากระบวนแปรรูปหรือนำกลับมาใช้ใหม่ ส่วนกากอุตสาหกรรมที่ เป็นอันตรายเช่น ตะกอนการเจียร ตะกอนน้ำมัน จาระบี น้ำมันใช้แล้ววัสดุปนเปื้อนสารเคมี อันตราย ฯลฯ จะถูกส่งไป จำหน่าย/นำกลับ มาใช้ใหม่/กำจัดยังโรงงานประเภท 101 และ 105 โดยจะได้รับอนุญาตจากกรมโรงงาน อุตสาหกรรม

 

arrows การควบคุมมลภาวะน้ำเสีย

น้ำเสียที่เกิดขึ้นจากกระบวนการผลิตทั้งหมดจะถูกส่งไปปรับปรุงคุณภาพน้ำด้วยกระบวนการ ทางเคมีและหมุนเวียนกลับมาใช้ซ้ำโดยไม่ระบายออกสู่สิ่งแวดล้อมภายนอกน้ำเสียจากอาคาร สำนักงานและโรงอาหารจะถูกส่งไปบำบัดด้วยระบบบำบัดน้ำเสียสำเร็จรูป ก่อนนำกลับมาใช้ ประโยชน์ในการรดถนน และต้นไม้ภายในบริษัทฯ

arrows การควบคุมมลพิษทางอากาศ
การควบคุมมลภาวะทางอากาศที่เกิดขึ้นจากขั้นตอนในกระบวนการผลิตได้กำหนดเป็นมาตรการ ตรวจสอบและควบคุมระบบการเผาไหม้ของเตาอบ (Reheat Furnace) ให้เกิดการเผาไหม้ ที่สมบูรณ์ รวมทั้งการเลือกใช้น้ำมันเตาที่มีส่วนประกอบของ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์น้อยกว่า ร้อยละ 2 เป็นเชื้อเพลิงและติดตามตรวจวัดคุณภาพ อากาศจากปล่องทุกๆ 6 เดือน
arrows การใช้ทรัพยากรและการอนุรักษ์พลังงาน
ปี 2548 บริษัทฯ จัดตั้งแผนกอนุรักษ์พลังงานขึ้นเพื่อสนองนโยบายของประเทศในการ ลดการ ใช้ทรัพยากรและร่วมกันประหยัดพลังงานทำหน้าที่ดูแลรับผิดชอบในการดำเนินงานตาม นโยบายด้านพลังงานของฝ่ายบริหารรวมถึงข้อบังคับด้าน พลังงานทางราชการและเป็นที่ปรึกษา ด้านพลังงานการหาพลังงานทดแทนการจัดซื้อเครื่องจักรและเทคนิคการอนุรักษ์พลังงานอย่างมี ประสิทธิภาพ และดำเนิน การจัดกิจกรรมด้านประชาสัมพันธ์ เพื่อปลูกจิตสำนึกด้านอนุรักษ์ พลังงานให้เกิดขึ้น ภายในองค์กรและได้แต่งตั้ง คณะกรรมการอนุรักษ์พลังงานขึ้นประกอบด้วย ตัวแทน ฝ่ายต่างๆทำหน้าที่ดูแลควบคุมและประเมินผลดำเนินการหาแนวทางวิธีดำเนินการ ประหยัดพลังงานในทุกขอบเขตที่มีอยู่และพัฒนางานด้านอนุรักษ์พลังงานอย่างต่อเนื่อง แนวทาง การอนุรักษ์พลังงานและทรัพยากรในบริษัทฯ ได้แก่

- การประหยัดน้ำ
- การประหยัดไฟฟ้า
- การประหยัดกระดาษ
- การลดการใช้น้ำมันเตา, น้ำมันดีเซ, น้ำมันหล่อลื่น และจาระบี, ก๊าซแอลพีจี

 

 

 

ที่มา http://www.lpnpm.co.th/th/quality2.php